เทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการตรวจจอประสาทตา

สวัสดีทุกท่านครับผม การมองเห็นในชีวิตเรานี้ ถือเป็นเรื่องสำคัญ ดวงตาเปรียบเสมือน หน้าต่างของหัวใจ แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งเราไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจน เหมือนที่เคยเห็น มันจะเป็นอย่างไรหนอ คงนึกสภาพกันไม่ออกสินะ แถมไม่มีใครอยากเป็นหรอก ก็จริงเนอะ ใครๆ ก็ไม่มีใครอยากเป็นทั้งนั้นแหละ แต่ก็เป็นอีกหนึ่ง โรคภัยไข้เจ็บที่เราทุกคนต้องเฝ้าระวัง

วันนี้แอดมินจะพาทุกคน มารู้จักกับโรคจอประสาทตาเสื่อมกัน กันว่ามีอาการ หรือ เกิดจากอะไรบ้าง พร้อมกับการนำเสนอเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่ช่วยในการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมกัน เอาหล่ะ เราไปทำความรู้จักกันกับเราโรคนี้กันเลย

เทคโนโลยีทางการแพทย์ ในการตรวจจอประสาทตา

จอประสาทตาเสื่อม จุดภาพชัด (Macula) เป็นจุดที่อยู่ตรงกลางของจอตา (Retina) ซึ่งมีเซลล์ประสาทรับรู้แสงและสี (Cones) จำนวนมาก จึงทำให้เราสามารถมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน แต่ในผู้สูงอายุอาจเกิดภาวะเสื่อมของจุดภาพชัดนี้ได้ ซึ่งจะทำให้สายตาพิการอย่างถาวร

โรคจุดภาพชัดเสื่อมตามวัย , โรคศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม หรือที่มักเรียกว่า “โรคจอประสาทตาเสื่อม” หรือ “โรคจอตาเสื่อม” (Aged-related macular degeneration – AMD) เป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมของจอประสาทตา ในบริเวณจุดภาพชัด (Macula) เป็นเหตุทำให้ผู้ป่วยมีสายตาเลือนรางหรือตาบอด โดยเฉพาะตรงกลางของภาพ (แต่ยังคงมองเห็นขอบด้านข้างของภาพได้ปกติ) ซึ่งผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการเสื่อมของจอประสาทตาขึ้นอย่างช้า ๆ จนแทบไม่ทันสังเกตหรือไม่รู้สึกว่าผิดปกติ ในขณะที่บางรายอาจเกิดการเสื่อมของจอประสาทตาอย่างรวดเร็วก็ได้

โรคจอประสาทตาเสื่อม (AMD) เป็นโรคที่เริ่มพบได้ในผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี และพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ในปัจจุบันประชากรโลก มีอายุเพิ่มขึ้น จึงพบว่าโรคนี้ เป็นปัญหาทางสาธารณสุขมากขึ้นเรื่อยๆ และมีการประเมินว่า โรคจอประสาทตาเสื่อมเป็นสาเหตุที่ทำให้ตาบอด ได้มากกว่าครึ่ง (54%) และคาดการณ์ว่ามีความชุกของโรคนี้ อยู่ที่ประมาณ 1.2-1.8% ในประชากรที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ขึ้นไป

จะสังเกตได้ว่าเจ้าโรคจอประสาทตาเสื่อมนั้น ไม่ได้เลือกเกิด แต่ก็มีโอกาสเกิดได้กับทุกคน ฉะนั้นเราเองก็ควรดูแลตัวเอง ให้ดีกันเอาหล่ะ เรารู้จักเจ้าโรคนี้ กันพอสมควรแล้ว ถึงเวลาที่เราจะไปดูตัวช่วยจะเรียกอย่างงั้นก็ได้ กับ เทคโนโลยทางการแพทย์ ที่ชวยในการรักษาโรคประสาทจอเสื่อมกัน ว่ามีหน้าตาเป็นอย่างไร และช่วยอะไรได้บ้าง ไปดูกันเลย

 Optical coherence tomography (OCT) เทคโนโลยีทางการแพทย์ล่าสุด ที่ในการตรวจจอประสาทตา โดยเป็นเครื่องมือตรวจความหนา ของชั้นจอประสาทตา และพยาธิสภาพ ค้นหาความเสี่ยงของการทำลายเซลล์ประสาทตา จากภาวะต้อหิน เช่น จอประสาทตาเสื่อม เนื่องจากอายุ จอประสาทตาบวม จากเบาหวานขึ้นจอตา พังผืดบริเวณจอประสาทตา วัดความหนาของจอตา เพื่อใช้วิเคราะห์โรคต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อดูความผิดปกติได้ทันที และยังสามารถติดตามการรักษาได้อย่างแม่นยำ

สามารถดูได้ละเอียดถึงประมาณ 0.01 มิลลิเมตร

ทำได้ง่ายและรวดเร็ว (ใช้เวลาเพียงไม่เกิน 5 นาที)

ขณะตรวจไม่เจ็บ

ไม่สัมผัสรังสี ผู้เข้ารับการตรวจจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ

ไม่ต้องฉีดยา

วิเคราะห์โรคได้อย่างแม่นยำ

สามารถใช้ติดตามการรักษาได้

ผู้ใดบ้างที่จะได้รับประโยชน์จากการตรวจจอประสาทตาด้วยเครื่อง Optical coherence tomography (OCT)

โรคจอประสาทตาจากโรคเบาหวาน

โรคจอประสาทตาเสื่อม เนื่องจากอายุ (AMD) โดยมีความเสี่ยงในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

โรคจุดรับภาพบวมจากภาวะต่างๆ เช่น เบาหวาน, เส้นเลือดดำที่จอประสาทตาอุดตัน

โรคจุดรับภาพฉีกขาด

ภาวะผังผืดที่จอประสาทตาและจุดรับภาพ

ภาวะจอประสาทตาหลุดลอก

ภาวะเส้นเลือดผิดปกติที่จอประสาทตา

โรคต้อหิน ซึ่งมีความเสี่ยงในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี / ผู้ที่มีการอักเสบเรื้อรังในม่านตา / มีประวัติคนในครอบครัวเป็นต้อหิน

ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติในการมองเห็น แต่การตรวจสุขภาพตา ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรละเลย โดยบุคคลทั่วไป ควรได้รับการตรวจสุขภาพตา (รวมทั้งตรวจจอประสาทตา) ทุก 2-4 ปี และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ควรได้รับการตรวจจอประสาทตาจากจักษุแพทย์ ทุก 1 – 2 ปี แม้จะไม่มีอาการผิดปกติ ในการมองเห็น เพื่อประเมินความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้กลุ่มผู้สูงอายุสูญเสียการมองเห็น

ในยุคสมัยที่มีการพัฒนาทางเทคโนโลยี ที่มากมาย แต่นั่นแหละ เราเองก็ต้องรู้จักวิธีการป้องกันตัวเอง ไม่ให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บขึ้นกับตัวเราเองด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว เราทุกคนต้องรู้จักรักษาตัวเอง และป้องกันตัวเองจากโรคร้ายพวกนี้ เพื่อมิให้มันมาเล่นงานเราได้ ในเรื่องของจอประสาทตาเสื่อม เราควรหลีกเลี่ยงแสงสีฟ้า จากคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟน ในการมองเป็นเวลานาน หรือมองในที่มืด ควรใช้งานในที่สว่าง เปิดไฟให้ห้องสว่างๆ ก่อนใช้งาน เพื่อป้องกันไม่ใช่เจ้าแสงสีฟ้าตัวนี้ ทำลายดวงตาของเรา อย่าลืมดูแลตัวเองกันดีๆนะทุกคน